แอนิเมชันเรียนไว้ ไม่ตกงานโลก ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล หลายๆ ชาติเร่งก้าวตามด้วย 2 แรงสนับสนุนจากภาคเอกชนและรัฐบาล
ลี โค จุง (Lee Kouh Jung) กรรมการผู้จัดการ Korea Animation Producers Association ประเทศเกาหลี บอกว่า หลังมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในเกาหลี ทำให้คนเกาหลีมีอิสระทางด้านความคิด จึงเกิดงานที่มีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น

ความคิดสร้างสรรค์ทำให้เกิดธุรกิจแอนิเมชันในเกาหลีตามมา โดยเริ่มต้นที่ธุรกิจโฆษณา ละคร และภาพยนตร์ ซึ่งในช่วงแรกของการคิดงานแอนิเมชันจะเป็นเรื่องของวัฒนธรรม และราวปี 1980 เกาหลีมีแอนิเมชัน ซีรีส์ ออกมาเรื่องแรก
ปัจจุบันแอนิเมชันได้เข้าไปอยู่ในทุกสื่อบันเทิงของเกาหลี นั่นเป็นเพราะการสนับสนุนอย่างจริงจังของรัฐบาล ที่ออกกฎหมายกำหนดให้ 1% ของโฆษณาในทีวี ต้องเป็นแอนิเมชัน
จนถึงตอนนี้ เกาหลีสามารถส่งออกภาพยนตร์แอนิเมชันร่วม 40 เรื่อง มีผู้ผลิตแอนิเมชัน 5 พันราย เกิดการว่าจ้างแรงงานร่วมแสนคน และลิงค์ไปยังธุรกิจอื่นๆ เช่น ธุรกิจคาแรคเตอร์ที่ทำเงินปีละประมาณ 200 ล้านเหรียญสหรัฐ
"หากรัฐบาลไม่ให้ความสำคัญ เราก็ไม่สามารถสำเร็จได้เท่านี้" ลีระบุ
ในส่วนของประเทศไทย จาฤก กัลย์จาฤก ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กันตนา กรุ๊ป บอกว่า จากประสบการณ์ทำงานแอนิเมชันมาร่วม 20 ปี ทั้งในประเทศและภูมิภาคอาเซียน พบว่าบุคลากรผลิตภาพยนตร์แอนิเมชันของไทยขาดแคลน จะผลิตภาพยนตร์สักเรื่อง มีแรงงานแค่ 100 คน จึงต้องใช้เวลาทำหนังนานประมาณ 2 ปี
ช้ากว่าฮอลลีวู้ดที่ใช้เวลาทำหนังประมาณ 6 เดือน-1 เพราะมีบุคลากร 300-600 คน
กันตนามีแผนผลิตภาพยนตร์แอนิเมชันอีกหลายเรื่อง แต่ขาดแคลนบุคลากร เช่นเดียวกับงานแอนิเมชันในภาพยนตร์โฆษณา และพรินท์แอด ก็ต้องการบุคลากรอีกเยอะเช่นกัน
อย่างไรก็ตามขณะนี้ สถาบันการศึกษาหลายแห่งได้หันมาผลิตหลักสูตรด้านดิจิทัล มีเดีย และแอนิเมชัน เช่น มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มหาวิทยาลัยรังสิต วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยศิลปากร และมหาวิทยาลัยศรีปทุม เป็นต้น
โดย ดร.มนู อรดีดลเชษฐ์ ประธานกรรมการด้านนโยบายไอซีที มหาวิทยาลัยศรีปทุม บอกว่า เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของสื่อที่ก้าวจาก "เทรดดิชันนัล มีเดีย" สู่ "นิว มีเดีย" หรืออินเทอร์เน็ต ทางมหาวิทยาลัยจึงเปิดสอนหลักสูตรด้านนี้ ซึ่งนักศึกษาก็ให้ความสนใจ หันมาเรียนสาขานี้เพิ่มมากขึ้น ขณะที่ตลาดเองก็ต้องการแรงงานอีกจำนวนมาก
เขาอธิบายว่า งานทางด้านแอนิเมชัน และดิจิทัล มีเดีย เป็นการผสมผสานระหว่าง 2 ศาสตร์ คือซอฟต์แวร์และศิลปะ ซึ่งศาสตร์ด้านศิลปะ ดูเหมือนเด็กไทยจะไม่มีปัญหา มีความคิดสร้างสรรค์เป็นเลิศ ไม่แพ้ชาติใดในโลก แต่หากมองในด้านซอฟต์แวร์ จะพบว่าเป็นปัญหาหนักอก เพราะเด็กๆ ที่ต้องการเรียนดิจิทัล มีเดีย กลับอ่อนวิชาคณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นพื้นฐานของการผลิตซอฟต์แวร์
ยิ่งหากพิจารณาบุคลากรด้านซอฟต์แวร์เพียงอย่างเดียว ยิ่งพบว่า "ขาดแคลน" โดยเฉพาะบุคลากรด้านซอฟต์แวร์ชั้นสูง"บุคลากรด้านซอฟต์แวร์ในบ้านเรามีทั้งหมดประมาณ 4.7 หมื่นคน มีการขยายตัวปีละ 15-20% แบ่งออกเป็นแรงงานชั้นสูงประมาณ 10% หรือกว่า 4 พันคน ระดับกลางจำนวนประมาณ 20% หรือกว่าหมื่นคน ที่เหลือเป็นระดับพื้นฐาน"
ปัจจุบันตลาดแรงงานกลุ่มบน ผลิตออกมาน้อยกว่าความต้องการของตลาด ทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่หันไปอิมพอร์ตแรงงานจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอินเดีย ส่วนแรงงานระดับกลางและพื้นฐาน ประเทศไทยสามารถผลิตออกมาได้เพียงพอต่อความต้องการ
โดยมหาวิทยาลัยของรัฐไม่เกิน 10 แห่ง ที่ผลิตบุคลากรด้านซอฟต์แวร์มากกว่าหมื่นคนต่อปี แต่ส่วนใหญ่ออกไปอยู่ในตลาดขั้นพื้นฐาน
"หากเทียบความรู้ความสามารถเฉพาะตัวเราไม่แพ้ประเทศอื่นๆ แต่หากเทียบจำนวน เราแพ้หลายๆ ประเทศ ไม่นับรวมอินเดียและจีน โดยจีนประกาศชัดเจนแล้วว่าจะเดินตามอินเดีย เรามีคู่แข่งสำคัญ คือ เวียดนาม ซึ่งคาดว่าในอีก 5-10 ปี เวียดนามจะผลิตแรงงานด้านนี้ออกสู่ตลาดโลก เพราะรัฐบาลสนับสนุน"
สำหรับมหาวิทยาลัยศรีปทุมได้ปรับหลักสูตรการเรียน 2 ส่วน เพื่อผลิตบุคลากรป้อนตลาดแรงงานระดับบน ส่วนแรกคือการใช้ซอฟต์แวร์ใหม่ๆ มาสอน เพื่อให้ทันไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่ใช้อินเทอร์เน็ตและมือถือมากขึ้น ส่วนที่ 2 คือ การพัฒนาซอฟต์แวร์กับธุรกิจบริการ เช่น โรงแรมและโรงพยาบาล และการออกแบบซอฟต์แวร์สำหรับเป็นช่องทาง (Channel) ให้บริการของธุรกิจ
พื้นฐานซอฟต์แวร์ที่แข็งแกร่งบวกหัวครีเอทีฟ ยิ่งหากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เชื่อว่าคนดิจิทัลของไทย พร้อมสร้างชื่อในโลกแอนิเมชัน
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าวดีๆจาก
